วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

เพลง เพราะๆ ที่ลองฟังแล้วความหมายดีมาก เพลง Stickwitu โดย The Pussycat Dolls

วันนี้ฉันเอาเพลงๆหนึ่งที่ฟังแล้วเพราะ ความหมายดีๆมาให้ฟัง ความหมายที่เอามาฉันไม้ได้แปลเองหรอกนะ แต่ไปเอามาจากเว็บที่แชร์ความหมายเพลงกัน

ลองฟังสิ

Music Videos by VideoCure


I don't wanna go another day
,ฉันไม่อยากออกไปไหนเลย ไม่ว่าจะวันไหน (คือวัน)
So I'm telling you exactly what is on my mind.
ฉันอยากจะบอกสิ่งที่อยู่ในใจฉัน(ว่า ทำไมฉันถึงรู้สึกอย่างนั้น)
Seems like everybody's breaking up
ดูเหมือนทุกคนมักจะเลิกลากันไป (เลิกเป็นแฟนกัน)
Throwing their love away,
โยนความรักออกไป
But I know I got a good thing right here
แต่ฉันรู้ว่าฉันมีสิ่งดีๆที่นี่
That's why I say (Hey)
ฉันจะพูดอย่างนี้แหละ

[Chorus:]

Nobody gonna love me better
ไม่มีใครจะรักฉันไปมากกว่านี้เท่าเธอแล้ว
I must stick with you forever.
ฉันต้องอยู่กับเธอตลอดไป
Nobody gonna take me higher
ไม่มีใครทำให้ฉันสูงไปมากกว่านี้เท่าเธอแล้ว
I must stick with you.
ฉันต้องอยู่กับเธอตลอดไป
You know how to appreciate me
คุณเท่านันที่รู้ว่า จะทำยังไงให้ฉันประทับใจ
I must stick with you, my baby.
ฉันต้องอยู่กับเธอตลอดไป ที่รักของฉัน
Nobody ever made me feel this way
ไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้เท่าเธอแล้ว
I must stick with you.
ฉันต้องอยู่กับเธอตลอดไป
I don't wanna go another day
ฉันไม่อยากจะไปที่อื่นแล้ว
So I'm telling you exactly what is on my mind.
ฉันเลยจะบอกว่าเธอคือคนเดียวที่ใช่ในใจฉัน
See the way we ride in our private lives,
ดูว่าเราใช้ชีวิตอย่างไรในชีวิตส่วนตัวของเรา
Ain't nobody getting in between.
แม้จะมีคนเข้ามาแทรกอยู่ระหว่างเรา
I want you to know that you're the only one for me (one for me)
ฉันอยากให้เธอรู้ว่าเธอคือคนที่ใช่สำหรับฉัน (คนเดียวที่ใช่สำหรับฉัน)
And I say
และฉันจะบอกว่า

[Chorus]

And nowและตอนนี้Ain't nothing else I can need (nothing else I can need)ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ฉันต้องการแล้ว (ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ฉันต้องการแล้ว)
And now
และตอนนี้
I'm singing 'cause you're so, so into me.
ฉันร้องเพลงเพราะว่าเธอรักฉันมาตลอด
I got you,ฉันมีเธอWe'll be making love endlessly.เ
ราจะรักกันตลอดไป
I'm with you (baby, I'm with you)
ฉันอยู่กับเธอ (ที่รักฉันอยู่กับเธอ)
Baby, you're with me (Baby, you're with me)
ที่รักฉันอยู่กับเธอ (ที่รักฉันอยู่กับเธอ)
So don't you worry about
เพราะฉะนั้นเธออย่าคิดมาก
People hanging around,
ทุกๆคนควงคู่กัน
They ain't bringing us down.
พวกเขาไม่ทำให้เราผิดหวัง
I know you and you know me
ฉันรักเธอ เธอรักฉัน
And that's why I say
และนั่นไงฉันถึงบอก

[Chorus x2]


ขอบคุณที่มาhttp://www.educatepark.com/webboard/select_music_eng.php?request_id=2174
โพร์สโดยคุณevaness วันที่ :1 Apr 2007 210.203.179.103



ฟังธรรมะวันละนิด จิตแจ่มใส

เกร็ดธรรมะของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
ธรรมมะกับงานโดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย
เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิดเฮ้อ

นี่แหละชีวิตคนทำงานข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจนซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย
เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯโดยจะว่าไปแล้ว
บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม
วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆอาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า " ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ " ( แล้วไป)อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)

ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวดถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ

เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นอาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก ( ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่างานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกันผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเองหนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลยเจริญพร.




ที่มาม; http://bannketkeaw.blogspot.com/2008/09/blog-post.html
รู้กันบ้างไหม.....สธ.ห่วงเด็กไทยไอคิว-สุขภาพแย่


เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ ขณะนี้ สธ.มีนโยบายเร่งพัฒนาคุณภาพเด็กไทยตามนโยบายรัฐบาลคือ เก่ง ดี มีสุข และแข็งแรง แต่เด็กไทยขณะนี้ ยังมีสภาพน่าเป็นห่วงหลาย ๆ เรื่อง ผลสำรวจสุขภาพอนามัยของเด็กโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2551- 2552 สำรวจเด็ก 2 กลุ่ม คือกลุ่มปฐมวัยอายุ 1-5 ปี จำนวน 3,029 คน และกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี จำนวน 5,999 คน จาก 20 จังหวัด พบว่าครอบครัวไทยขณะนี้มีเด็กเฉลี่ยครอบครัวละ 2 คน ผู้เลี้ยงดูเป็นแม่ร้อยละ 63 รอง ลงมาเป็นปู่ย่าตายายร้อยละ 25 และพ่อร้อย ละ 7 และพบว่า เด็กไทยใช้เวลาในกิจกรรม ที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าออกกำลังกาย เด็กอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 40 ดูทีวีมากกว่า วันละ 2 ชั่วโมง เด็กอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 14 เล่นคอมพิวเตอร์มากกว่าวันละ 1 ชั่วโมง และในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี มีเพียงร้อยละ 50 ที่ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน ด้านสุขภาพอนามัยพบว่า เด็กเผชิญกับปัญหาขาดสารอาหารและกินเกินพอดี โดยเด็กอายุ 1-14 ปี จำนวน 520,000 คน หรือร้อยละ 4.4 ตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์ และมีเด็กอายุ 1-14 ปี จำนวน 1 ล้าน 8 หมื่นคน หรือร้อยละ 9 มีปัญหาน้ำหนักเกินถึงขั้นอ้วน ซึ่งจะมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น ๆ สูงกว่าเด็กปกติทั่วไป นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า ผลการสำรวจด้านเชาวน์ปัญญาหรือไอคิว ในช่วง 14 ปีมานี้ ค่าเฉลี่ยระดับไอคิวของเด็กไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนประเทศอื่น โดยเด็กไทยอายุ 6-14 ปี มีระดับไอคิวเท่ากับ 91.4 ซึ่งค่าเฉลี่ยระดับไอคิวต่ำลงเมื่อเด็กอายุมากขึ้น มีเด็กถึงร้อยละ 50 ที่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติคือ 80 มีเพียงร้อยละ 11 ที่มีค่าเฉลี่ยไอคิวสูงกว่าปกติ ด้าน พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า ด้านการพัฒนาด้านอารมณ์-สังคมและจริยธรรม พบว่าเด็กไทยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง พบว่า 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 6-14 ปี เคยชกต่อยกันในโรงเรียน เคยถูกขโมยของหรือทำลายข้าวของในโรงเรียน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยมีพัฒนาการ ไอคิว รวมทั้งสุขภาพถดถอยลง เนื่องจากสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยพ่อแม่ทุ่มเวลาทำงานหาเงิน ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงดูบุตร.





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


โดย:หมูอ้วน (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน 2553 เวลา 10.12 น. http://tnews.teenee.com/etc/55451.html



วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อยากไปจัง


เกาะมัลดีฟล์ สวรรค์บนทะเล


ทางเดินแสนจะสับสน



ระหว่างทางเดินไปที่พักก็ยังธรรมชาติ



เรือคาสสิกจริงๆ



ห้องอาบน้ำอ่างชาร์กุสซี่ หรูหรา มองกระจกยังเห็นท้องทะเลสีสวย















วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ธรรมะความรู้ที่ท่านอาจยังไม่รู้ จากท่าน ว.วชิรเมธี


ธรรมะความรู้ที่ท่านอาจยังไม่รู้ จากท่าน ว.วชิรเมธี

1. รู้รอบตัวมากมาย แต่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ก็เสื่อม
2. รู้เว้นงู เว้นเสือ เว้นมีด เว้นปืน แต่ไม่รู้เว้นอบายมุข ก็เสื่อม
3. รู้ภาษาต่างประเทศแต่ไม่รู้คุณค่าภาษาไทย ก็เสื่อม
4. รู้ตอบคำถามแต่ไม่รู้ตอบคุณแผ่นดิน ก็เสื่อม
5. รู้ที่กินที่เที่ยว แต่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ก็เสื่อม
6. รู้วัน เดือน ปีเกิด แต่ไม่รู้กาลเทศะ ก็เสื่อม
7. รู้พยากรณ์อากาศ แต่ไม่รู้ว่าชีวิตมีขึ้นมีลง ก็เสื่อม
8. รู้จักรวาลวิทยานภากาศ แต่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ก็เสื่อม
9. รู้จักคนมากมายหลายวงการ แต่ไม่รู้จักตนเอง ก็เสื่อม
10. รู้จักบริหารคน บริหารงาน แต่ไม่รู้จักวิธีบริหารใจ ก็เสื่อม
11. รู้จักวิธีหาเงินมากมาย แต่ไม่รู้วิธีบริหารเงิน ก็เสื่อม
12. รู้จักสร้างตึกสูงนับร้อยชั้น แต่ไม่รู้วิธีฝึกใจให้สูง ก็เสื่อม
13. รู้จักโกรธ แต่ไม่รู้จักให้อภัย ก็เสื่อม
14. รู้จักกติกามารยาท แต่ไม่รู้จักกฏแห่งกรรม ก็เสื่อม
15. รู้จักสวมนาฬิกาแพงๆ แต่ไม่รู้จักคุณค่าของเวลา ก็เสื่อม
16. รู้จักการเข้าสังคม แต่ไม่รู้จักการเข้าหาสังฆะ ก็เสื่อม
17. รู้เรียนเอาปริญญาสูงๆ แต่ไม่รู้จักยกพฤติกรรมให้สูง ก็เสื่อม
18. รู้ที่จะมีลูก แต่ไม่รู้จักเลี้ยงลูก ก็เสื่อม
19. รู้ที่จะรัก แต่ไม่รู้จักรับผิดชอบ ก็เสื่อม
20. รู้ที่จะดู แต่ไม่รู้ที่จักเห็น ก็เสื่อม
21. รู้ที่จะนับถือ แต่ไม่รู้ที่จะนับถืออย่างไร ก็เสื่อม
22. รู้ที่จะพูด แต่ไม่รู้จักศิลปะการพูด ก็เสื่อม
23. รู้ที่จะสวมหัวโขน แต่ไม่รู้ที่จะถอด ก็เสื่อม
24. รู้ว่าวันหนึ่งจะต้องตาย แต่ไม่รู้วิธีเตรียมตัวตาย ก็เสื่อม
25. รู้คุณของเงินทอง แต่ไม่รู้คุณพ่อคุณแม่ ก็เสื่อม
ที่มา บทความ http://variety.teenee.com/foodforbrain/15430.html